หลายคนอาจจะยังไม่ค่อยยินหรือรู้จักกับเกมแบล็คแจ็ค ( Blackjack ) เกมพนันประเภทหนึ่งที่ให้บริการอยู่ในเว็บไซต์ คาสิโน แต่ต้องบอกว่าแบล็คแจ็ค (Blackjack) เป็นเกมที่ได้รับความนิยมแพร่หลายอยู่ในโซนยุโรป อาจจะเป็นด้วยจุดกำเนิดที่เกิดขึ้นในทวีปยุโรปในช่วงปี 1601 นั่นเอง และในเวลานี้นักพนันชาวไทยหลายคนก็ได้เข้าไปทำความรู้จักและสนุกกับเกมพนันออนไลน์นี้ ลองมาศึกษาเกมและวิธีการเล่นที่ได้เงินจริงกันเลย
เรียนรู้คำศัพท์ในเกมแบล็คแจ็ค (Blackjack)
ทุกเกมการพนันล้วนมีคำศัพท์หรือกติกาที่ต้องทำความเข้าใจก่อนการเล่น แบล็คแจ็ค (Blackjack) ก็เช่นกัน
- Blackjack หมายถึง การแจกไพ่ 2 ใบแรกแล้ว สามารถรวมกันได้คะแนน 21 แต้มทันที
- Hit หมายถึง การเรียกไพ่เพิ่มโดยไม่จำกัดจำนวนครั้ง เพื่อที่จะทำให้คะแนนไปถึงหรือใกล้เคียง 21 แต้ม ความหมายในคำนี้ก็คือการต่อสู้นั่นเอง
- Stand หมายถึง การไม่เรียกไพ่เพิ่ม เพราะพอใจกับคะแนนของไพ่แล้ว บางทีอาจจะเรียกว่า Stay , Stick , หรือ Stand pat ก็ได้มีความหมายเดียวกันทั้งหมด
- Double down หมายถึง การลงเดิมพันเพิ่ม โดยจะเกิดขึ้นในกรณีที่แจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น นักพนันสามารถวางเดิมพันได้เลยเป็น 2 เท่า แต่จะเรียกไพ่เพิ่มได้เพียงหนึ่งใบเท่านั้น สมมติว่าไพ่ 2 ใบแรกมีผลรวม 11 แต้ม หากต้องการ Double down ก็เรียกไพ่เพิ่มได้เลย แล้วยังวางเดิมพันเป็น 2 เท่าได้ด้วยโดยวางเดิมพันทับเส้นกรอบสี่เหลี่ยม เมื่อเรียกไพ่เพิ่มมาแล้วต้องลุ้นให้ได้ 10 แต้มเท่านั้น จึงจะรวมไพ่ 3 ใบให้มี 21 แต้มได้
- Split หมายถึง การแบ่งไพ่ มีความคล้ายคลึงกับการ Double down ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเหมือนกัน ซึ่งความแตกต่างกันระหว่าง Double down กับ Split คือ ไพ่ทั้งสองใบจะต้องเป็นไพ่คู่ คือมีหน้าเดียวกันทั้งสองใบ กรณีจะเกิดข้นเมื่อเจ้ามือได้ถามนักพนันว่าต้องการ Split หรือไม่ หากต้องการก็เริ่มแยกไพ่ออกเป็น 2 ชุดได้เลย และยังเรียกไพ่เพิ่มได้ตามปกติอีกด้วย โดยไพ่ทั้ง 2 ชุดนี้สามารถเดิมพันกับเจ้ามือได้ หรือเล่นได้ 2 ชุดในตานั้น
- Surrender หมายถึง การขอยอมแพ้ แต่ได้เงินเดิมพันคืนครึ่งหนึ่ง จะเกิดขึ้นในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น หากนักพนันมองไพ่แล้วว่าไม่น่าจะสู้ต่อได้
- Insurance หมายถึง การทำประกันให้กับเงินเดิมพัน โดยจะต้องทำในช่วงการแจกไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น กรณีนี้จะเกิดขึ้นเมื่อไพ่ใบแรกของเจ้ามือเป็นไพ่ A คือไพ่ที่มีสิทธิ์ชนะสูง นักพนันสามารถทำ Insurance ให้กับเดิมพันได้โดยการจ่ายเงินครึ่งหนึ่งของเดิมพันเพื่อเป็นเงินประกัน ซึ่งผลของการทำประกันมีรายละเอียดคือ ถ้าเจ้ามือได้ไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) หรือชนะ ผู้เล่นจะได้เงินประกันพร้อมเงินเดิมพันคืน แต่ถ้าเกิดว่าเจ้ามือแพ้ ผู้เล่นจะต้องเสียเงินที่ทำประกันให้กับเจ้ามือ
- Even Money หมายถึง การที่ผู้เล่นได้ไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) จึงเลือกการเก็บก่อน การทำเช่นนี้จะทำให้นักพนันชนะในอัตราการจ่าย 1 : 1 แต่ถ้าเกิดว่าไม่เลือกแล้วลุ้นไพ่เจ้ามือต่อ หากเจ้ามือได้ไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack) จะถือว่าเกมนี้เสมอกัน แต่ถ้าเจ้ามือแพ้ต้องจ่ายในอัตรา 2 : 3
นับไพ่แบล็คแจ็ค (Blackjack)
สำหรับวิธีการนับแต้มไพ่มีดังนี้
- ไพ่หน้าตัวเลขตั้งแต่ 2 – 10 ทุกดอกมีแต้มเป็นไปตามตามหมายเลขบนหน้าไพ่
- ไพ่ J , Q , K ทุกดอกจะมีแต้มอยู่ 10 แต้ม
- ไพ่ A ทุกดอกมีค่าเป็น 1 แต้มหรือ 11 แต้มก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่าเป็นไพ่กลุ่มไหน ถ้าอยู่กับไพ่ J , Q , K ไพ่ A ก็จะมีค่าเป็น 11 แต้ม
- กลับกัน ถ้าอยู่ในกลุ่มไพ่ตัวเลข ไพ่ A จะมีค่าเป็น 1 แต้ม
กติกาการเล่นและการแจกไพ่
ความพิเศษของเกมแบล็คแจ็ค (Blackjack) คือ การแจกไพ่จะถูกแยกออกมาจากการเล่น มีขั้นตอนดังนี้
- เจ้ามือแจกไพ่ให้กับทุกคนคนละ 1 ใบ เจ้ามือจะต้องได้รับไพ่เป็นคนสุดท้าย จากนั้นจึงจะเริ่มต้นแจกไพ่ใบที่ 2 โดยมีเงื่อนไขว่าไพ่ทั้งสองใบต้องถูกคว่ำหน้าเอาไว้เสมอ
- หลังจากได้รับไพ่ 2 ใบแล้ว สามารถเรียกไพ่เพิ่มได้แบบไม่จำกัด มีวิธีการคือ การเวียนกันเรียกในลักษณะเช่นเดียวกับการแจกไพ่ แต่ว่าการเรียกไพ่จะมีเงื่อนไขคือ
- ไพ่ 2 ใบแรกจะต้องรวมกันแล้วไม่ถึง 21 แต้มและหลังเรียกไพ่ หากรวมแต้มแล้วเกิน 21 แต้มก็จะถือว่าแพ้ทันที
- ในเกมนี้เจ้ามือสามารถเรียกไพ่ให้ถึง 17 แต้มเป็นอย่างต่ำได้ ถ้าผู้เล่นได้น้อยกว่า 17 แต้มจะถือว่าแพ้เจ้ามือ แต่ถ้าเกิดว่าเจ้ามือเปิดไพ่มาแล้วไม่ถึง 21 แต้ม
- การเล่นก็ยังดำเนินต่อไปก็จะยังเล่นกันต่อไป
- ในกรณีที่แต้มระหว่างผู้เล่นกับเจ้ามือเสมอกัน ผู้เล่นยังสามารถขอรับเงินเดิมพันกลับไปได้อีกด้วย
วางเดิมพันแบบไหนดี
เกมแบล็คแจ็ค (Blackjack) มีวิธีการวางเดิมพันที่หลากหลายรูปแบบและมีรายละเอียดแตกต่างกันไป ดังนี้
การวางเดิมพัน Perfect Pair เป็นการวางเดิมพันที่จะทำให้ชนะโดยการใช้ไพ่ 2 ใบแรกเท่านั้น
- สำหรับไพ่ที่ได้รับนั้นจะต้องเป็นไพ่คู่ เช่น 2-2 , 3-3 , 4-4 , Q-Q เป็นต้น
- ไพ่คู่เหมือนที่จะต้องมีดอกเดียวกันทั้ง 2 ใบ เช่น A โพแดงสองใบ เป็นต้น
- ไพ่คู่สีที่จะต้องมีสีเหมือนกันทั้งสองใบแต่มีคนละดอกได้
- ไพ่คู่ผสมที่มีดอกและสีต่างกัน แต่มีตัวเลขหน้าไพ่เท่ากัน เช่น 10 โพแดงกับ 10 โพดำ
การวางเดิมพัน 21+3 หมายถึง ไพ่ที่ได้รับอาจจะเกิดการตองเหมือน , สเตรทฟลัช , ตอง , สเตรท , ฟลัช หากเกิดขึ้นแล้วชนะจะได้รางวัลที่มีอัตราจ่ายสูงมาก มีรายละเอียดดังนี้
- ตองเหมือน หมายถึง การมีไพ่สามใบเหมือนกันในมือ มีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 100 : 1
- สเตรทฟลัช หมายถึง การที่ไพ่เรียงกันตามลำดับและมีไพ่ดอกเดียวกัน อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 40 : 1
- ตอง หมายถึง การมีไพ่สามใบเหมือนกัน แต่มีสีและดอกต่างกันได้ อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 30 : 1
- สเตรท หมายถึง การที่ไพ่เรียงกันตามลำดับ แต่มีสีและดอกแตกต่างกันได้ อัตราการจ่ายจะอยู่ที่ 10 : 1
- ฟลัช หมายถึง การมีไพ่ในมือที่มีดอกเดียวกันทั้งสามใบ มีอัตราการจ่ายอยู่ที่ 5 : 1
การวางเดิมพัน Bet Behind หมายถึง การวางเดิมพันตามนักพนันคนอื่น ๆ โดยใช้การอ้างอิงการชนะจากไพ่ของนักพนันคนอื่นได้ แต่นักพนันจะต้องเป็นคนกำหนดเดิมพันเอง ที่สำคัญ ไม่สามารถบอกให้นักพนันคนอื่น ๆ เรียกหรือจั่วไพ่เพิ่มได้ หรือแม้แต่การหยุดเรียกไพ่ด้วยเช่นกัน สรุปก็คือ หากเลือกที่จะวางเดิมพันแบบ Bet Behind กับใครแล้วก็ตาม นักพนันจะไม่มีสิทธิ์ทำอะไรได้นอกเหนือจากการวางเดิมพันเท่านั้นเอง
มือใหม่ต้องระวังอะไรในเกมแบล็คแจ็ค (Blackjack)
อย่าลืมว่าการเล่นมีกติกาและรายละเอียดที่ต้องทำความเข้าใจ หากยังไม่เข้าใจว่าศัพท์ที่ใช้หมายถึงอะไร หรือไม่รู้ขั้นตอนการเล่นจะต้องศึกษาให้ดี เมื่ออยู่ในสถานการณ์จริงจะไดรับมือกับแต้มที่อยู่ในมือ อย่ารีบร้อนที่จะไปให้ถึง 21 แต้มด้วยการเรียกไพ่เพิ่มบ่อย ๆ แต่ควรระวังว่าเมื่อแต้มไต่ถึง 17 แล้วต้องดูท่าทีให้ดี หากไม่เข้าใจการเล่นเกมนี้มีโอกาสแพ้ได้ในที่สุด หากเรียกไพ่เพิ่มและเกิน 21 แต้มเมื่อไหร่เกมจบทันที
ระวังเรื่องการตัดสินใจ รอบคอบและมีสติทุกครั้งที่เล่นเกมนี้ เพราะมีผลโดยตรงกับการเล่น เมื่อไหร่ที่แต้ม 15 หรือ 16 อันถือว่าเป็นแต่มล่อแหลม นักพนันต้องคิดให้ดี ดูความเป็นไปได้จากการดูหน้าไพ่ของเจ้ามือ บวกกับประสบการณ์ หากยังเพิ่งเริ่มเล่น แนะนำให้นิ่งไว้ อย่าจั่วเพิ่มเด็ดขาด เพื่อที่จะได้รู้ทางว่าควรสู้ต่อแบบไหนถึงจะไม่พลาด